Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

ถาม-ตอบ ๙


( ๖๑) ชื่อ - อรพินท์                 อีเมล์ -
คำถาม-เมื่อรู้สึกตัวครั้งใด ก็จะตามดูอาการความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงอริยาบทต่าง ๆ ตามธรรมชาติของกาย โดยไม่ได้สั่งหรือตั้งใจทำ แต่จะดูเท่านั้น และเมื่อจิตเริ่มคิด ก็ดูแต่อาการของจิตที่คิดอยู่ โดยไม่สนใจเรื่องราวของความคิด เห็นความคิดที่เกิดนั้นดับไป กลายเป็นความว่างมาแทน ทำให้รู้ว่า ความคิดนั้นไม่มีจริง เมื่อดูทั้งกายและจิดที่คิด อยู่บ่อย ๆ ตัวตนจะไม่มี เช่นนี้ เป็นการเดินวิปัสสนาที่ถูกต้องหรือไม่ ขอความกรุณาอธิบายเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไปด้วยค่ะ
คำตอบ-(๑๒ ต.ค. ๒๕๔๙)การปฏิบัติจะเริ่มจาก"ความรู้"ก่อน คือจะรู้มาก่อนว่าร่างกายกับจิตใจนั้นมันว่างจากตัวตนที่แท้จริง("อนัตตา"ซึ่งก็มาจากการศึกษามาก่อน) ต่อเมื่อนำสิ่งที่รู้มานั้นมาพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลอย่างหมดจด จนบังเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนก็จะเกิดเป็น"ความเข้าใจ"ขึ้นมา และเมื่อนำสิ่งที่เข้าใจนั้นมาเพ่งพิจารณาภายในร่างกายและจิตใจที่สมมติเรียกกันว่าเป็นเราหรือของเรานี้อย่างแน่วแน่มั่นคง(ด้วยสมาธิที่เรียกว่าเป็นวิปัสสนา) จนทำให้ความรู้สึกว่ามีเรา-ของเรานี้จางคลายลงหรือสูงสุดก็จะหายไปจากจิตได้จริง(ที่เรียกว่า"จิตว่าง"ซึ่งก็จะเป็นอย่างชั่วคราวก็ได้)และความทุกข์ที่เกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่นก็จะดับลงในขณะนั้นด้วย นี่เรียกว่าเป็น"ความเห็นแจ้ง"หรือ"เห็นจริง"
จากคำถามที่บอกว่า"ตัวตนจะไม่มี"นั้นไม่ทราบว่าจะเป็นขั้นใด? คือขั้นรู้ หรือเข้าใจ หรือเห็นแจ้ง แต่ไม่ว่าจะเป็นขั้นใดก็ยังตอบไม่ได้ว่าถูกต้องหรือไม่ จนกว่าผู้ถามจะเข้าใจคำว่า"อนัตตา"(หรือ"ความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง")หรือยัง? เพราะถ้ายัง การปฏิบัติไม่ว่าจะถึงขั้นใดก็ยังไม่เรียกว่าถูกต้องอย่างแท้จริง แต่ถ้าเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว การปฏิบัติทุกขั้นก็จัดว่าถูกต้องหมด
การปฏิบัติจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความเข้าใจอย่างถูกต้องมาก่อน มิฉะนั้นก็จะทำให้การปฏิบัตินั้นผิด แต่ความเข้าใจก็ต้องมาจากการอ่านหรือฟังในสิ่งที่ถูกต้องชัดเจนมาก่อนเสมอ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการศึกษาเรื่อง"อนัตตา"ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เรียกว่าอุทิศเวลาสัก ๑ เดือน หรือ ๑ ปี หรือ ๑๐ ปี หรืออาจจะทั้งชีวิต(ถ้าโง่มากหน่อย)ก็ได้เพื่อศึกษาอนัตตาให้เข้าใจ อย่าคิดว่าเข้าใจหมดแล้ว เพราะเรื่องอนัตตาไม่ใช่เรื่องตื้นๆง่ายๆอย่างที่เราคิด (ศึกษาเรื่องอนัตตาได้จากหนังสือ"พุทธศาสนาระดับเริ่มต้น"ได้จากเวบไซต์นี้)
คำพูดว่า"ไม่ใช่ตัวตน" หรือไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง"นั้นฟังดูมันไม่ทำให้เข้าใจได้อย่างถูกต้องแท้จริงเลย แท้จริงมันมีความหมายที่ลุ่มลึกมาก คือลึกเสียจนคำพูดที่เราสมมติกันขึ้นมาพูดนี้ใช้สื่อความหมายให้เข้าใจได้ยาก จนการปฏิบัติขึ้นสูงจะต้องละทิ้งคำพูด หรือการคิดไปให้หมด แล้วเพ่งอยู่แต่สัจจะหรือความจริงที่เรากำลังรู้สึกอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น จึงจะทำให้เกิดความเห็นแจ้งขึ้นมาอย่างแท้จริงได้ และถ้าผู้ปฏิบัติบังเกิดความเห็นแจ้งหรือแม้เพียงความเข้าใจขึ้นมาอย่างถูกต้องแท้จริงแล้ว ก็คงจะไม่เกิดคำถามนี้ขึ้นมา เพราะผู้ที่เข้าใจหรือเห็นแจ้งแล้วก็จะไม่ต้องไปถามใครว่าอะไร?หรืออย่างไร?อีกต่อไป เพราะตนเองได้เห็นจริงด้วยตนเองแล้ว


( ๖๐) ชื่อ - อุษา                 อีเมล์ - samono__@thaimail.com
คำถาม- 1. หนูอยากถามว่า 1."คิดอย่างไรให้เกิดทุกข์ เพราะเหตุใด"
2.ถ้าให้ท่านสร้างมนุษย์ได้ท่านจะสร้างคุณสมบัติของมนุษย์ อะไรบ้างเพราะเหตุใด
คำตอบ-(๒ ก.ย. ๒๕๔๙)1. หนูอยากถามว่า 1."คิดอย่างไรให้เกิดทุกข์ เพราะเหตุใด"
คำตอบนี้มี 2 ระดับ คือระดับต้น กับระดับสูง
1.ระดับต้นคือ"คิดด้วยความอยาก"(หรือความต้องการด้วยความโง่) คือทั้งอยากได้(ยินดีหรือพอใจที่อยากเอามาเข้ามาหาตัวเอง)และอยากไม่ให้ได้(ยินร้ายหรือไม่พอใจที่อยากหนีหรืออยากทำลาย) เพราะความอยากทั้งหลายนั้นมันทำให้จิตใจของผู้ที่คิดนั้นดิ้นรนด้วยความอยาก ซึ่งจะทำให้จิตใจที่ดื้นรนนั้นเกิดความเร่าร้อนทรมาน(จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความอยากว่าจะมากหรือน้อย)
2.ระดับสูงก็คือคิดด้วยความรู้สึกว่ามีตัวเรา(หรือมีตนเอง) ซึ่งความคิดว่ามีตัวเรานี้มันเป็นต้นเหตุให้เกิดความอยากทั้งสอง(ยินดีกับยินร้าย)ขึ้นมา ซึ่งเจ้าความรู้สึกว่ามีตัวเรานี้มันก็มากจากสัญชาติญาณ(ความรู้ที่เกิดขึ้นมาเองพร้อมกับชีวิต)ที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของทุกจิต ซึ่งเป็นสัญชาตญาณแห่งความมีตนเอง(คือมันรู้สึกว่ามีตนเองของมันขึ้นมาเองตามธรรมชาติพร้อมกับการเกิดมีชีวิตขึ้นมา)
คำตอบทั้งสองนี้เป็นการตอบอย่างสรุป คือตอบเอาแต่ต้นขั้วที่สุดมาตอบ ถ้าจะให้จำแนกออกไปก็จะได้รายระเอียดมากมาย เช่น อยากได้เพศตรงข้าม อยากรวย อยากมีเกียรติ หรือไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็นในเรื่องต่างๆ เป็นต้น ซึ่งล้วนมีต้นเหตมีมาจากความรู้สึกว่ามีตนเองทั้งสิ้น
สิ่งที่ควรจะถามต่อไปก็คือ คิดอย่างไรไม่ให้เป็นทุกข์? ซึ่งคำตอบก็คือ อย่าคิดด้วยความโง่ว่ามีตัวเรา(หรือมีตนเอง) เมื่อไม่คิดว่ามีตนเองเสียแล้ว ความอยากทั้งหลายก็จะไม่มี และจิตก็จะไม่เป็นทุกข์(เรียกว่าจิตว่าง) และสิ่งควรถามต่อไปก็คือถามว่าจะทำได้อย่างไร? คำตอบโดยสรุปก็คือ 1.ใช้ปัญญา(คือความรอบรู้เรื่องว่าแท้จริงมันไม่มีตัวเรา) 2. ใช้สมาธิ(จิตที่บริสุทธิ์ แข้มแข็ง อ่อนโยน) 3.ศีล(มีความประพฤติทางกายและวาจาดี) คือใช้สิ่งทั้งสามนี้มาปฏิบัติร่วมกันในการใช้ชีวิตประจำวัน(รายละเอียดสามารถศีกษาได้จากหนังสือ"พุทธศาสนาระดับเริ่มต้น"จากเวบไซต์นี้ http://members.thai.net/whatami/)
2.ถ้าให้ท่านสร้างมนุษย์ได้ท่านจะสร้างคุณสมบัติของมนุษย์ อะไรบ้างเพราะเหตุใด
คำตอบก็คือให้มนุษย์ทุกคนมี"ปัญญา" เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่มนุษย์ควรจะมีก็คือ"ความรู้แจ้งเห็นจริงในตนเอง" หรือมีปัญญารอบรู้ในธรรมชาติ ในมนุษย์ หรือในตนเอง เพื่อทำให้รู้จักตนเองว่าเกิดมาได้อย่างไร อะไรคือสิ่งสูงสุดที่ควรจะได้ ซึ่งปัญญานี้จะนำมาใช้ในการดับทุกข์ของจิตใจเราในปัจจุบัน ถ้ามนุษย์เกิดมาแล้วไม่มีความทุกข์เลยหรือมีทุกข์น้อยที่สุดนั้นจะเป็นสิ่งที่ดีเลิศหรือประเสริฐที่สุด ในทางตรงกันข้ามถ้าเกิดมาแล้วถึงแม้จะร่ำรวยและมีเกียรติที่สุด แต่ถ้ายังมีทุกข์อยู่ก็ไม่มีประโยชน์หรือคุณค่าอะไร


( ๕๙) ชื่อ - ธนะชัย                 อีเมล์ -
คำถาม-ผมอยากทราบว่าการสักยันต์เกี่ยวกับสมาธิไหมครับ และมนต์ดำมีจริงไหมครับ ขอบคุณครับ
คำตอบ-(๒๗ ก.ค.๒๕๔๙) การสักยันต์ก็เป็นเรื่องพวกมนต์ดำนั่นเอง ถ้าจะถามว่าเรื่องนี้มีจริงใหม? คนที่เขาเชื่อก็เขาก็ว่ามีจริง ส่วนคนที่ไม่เชื่อเขาก็ว่าไม่มีจริง ส่วนทางพุทธศาสนาจะสอนว่าไม่ให้สนใจเรื่องเหล่านี้ เพราะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย ถึงจะมีจริงก็ช่วยอะไรเราไม่ได้ ถ้าไม่มีจริงก็เป็นเรื่องหลอกลวง ลองคิดดูง่ายๆถ้ามีจริงและพิสูจน์ได้ ฝรั่งเขาก็คงมาศึกษากันใหญ่โตและเอาไปจดลิขสิทธิ์เป็นของเขาไปแล้ว และคงมีคนหนังเหนียวเต็มบ้านเต็มเมืองแล้ว
เรื่องเหล่านี้พุทธศาสนาสอนว่าอย่าไปสนใจ เรื่องที่ควรสนใจก็คือเรื่องการดับทุกข์ ถึงจะมีเวตมนต์หรือหนังเหนียวได้จริงแล้วมันทำให้หมดทุกข์ได้หรือเปล่า? ก็เปล่าเลย เรื่องนี้ลองคิดใคร่ครวญดูให้ดีๆจะพบว่ามันเป็นเรื่องหลอกเด็กหลอกคนโง่ หรือเรื่องของคนที่ไม่ใช้ปัญญา ซึ่งผู้คนก็หลงติด หลงจมกันไปทั่วจนพุทธศาสนาที่แท้จริงไม่มีคนสนใจอย่างเช่นในปัจจุบัน


( ๕๘ ) ชื่อ - ธนะชัย                 อีเมล์ -
คำถาม- ขอทราบหลักปฏิบัติธรรมเบื้องต้นครับ
คำตอบ-( ๑๘ ก.ค. ๒๕๔๙) หลักปฏิบัติธรรมเบื้องต้นก็คือ "การมีศีลทางกายกับวาจา" ซึ่งศีลทางกายก็คือ๑.การมีเจตนาไม่เบียดเบียนชีวิตของสัตว์อื่น ๒.การมีเจตนาไม่เบียดเบียนทรัพย์สินของผู้อื่น ๓. การมีเจตนาไม่ประพฤติผิดในเรื่องกามารมณ์ ส่วนศีลทางวาจาก็คือ ๑.การมีเจตนาละเว้นการพูดคำไม่จริง ๒.การมีเจตนาละเว้นการพูดคำหยาบคาย ๓. การมีเจตนาละเว้นการพูดคำส่อเสียดหรือยุยงให้แตกความสามัคคี ๓.การมีเจตนาละเว้นการพูดเรื่องเพ้อเจ้อไร้สาระ ซึ่งการปฏิบัติเบื้องต้นนี้ก็ดูว่าง่ายสำหรับคนดีมีศีลธรรม แต่ก็คงจะยากสำหรับคนทั่วไป
ส่วนการปฏิบัติขั้นกลางก็คือหมั่นฝึกฝนจิตให้มีสมาธิอยู่เสมอ ส่วนการปฏิบัติขั้นสูงสุดก็คือ"มีสติ ระวังอย่าให้กิเลสเกิดขึ้นในจิต"(ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ดูได้จากหลักการฝึกอานาปานสติบทที่ ๕ การฝึกสมาธิ จากหนังสือ "พุทธศาสนาระดับเริ่มต้น")


( ๕๗ ) ชื่อ - ตุลลิยา                 อีเมล์ - toonliya@hotmail.com
คำถาม-การฝึกสมาธิตามหลักอานาปานสติมีอะไรบ้างคะอยากรู้ด่วนที่สุดค่ะ วันนี้เลย ได้ไหมคะ ช่วยหน่อยค่ะ
คำตอบ-( ๑๐ ก.ค. ๒๕๔๙)ต้องไปเปิดดูที่ "พุทธศาสนาระดับเริ่มต้น" บทที่ ๕ หลักการฝึกสมาธิ ของเวบไซต์นี้


(๕๖ ) ชื่อ -เกษรินทร์                 อีเมล์ -
คำถาม-ที่ว่า วิญญานธาตุหรือนามธาตุ(จิต)ไม่มีตัวตนที่แท้จริง เกิดขึ้นเมื่ออาตนะสัมผัสกับรูปภายนอกจึงเกิด และเมื่อเกิดขึ้นก็ดับไป และที่ว่า ชีวิตนี้ประกอบด้วยรูปธาตุและนามธาตุ จะขาดอันใดอันหนึ่งชีวิตก็อยู่ไม่ได้ อยากทราบว่า เมื่อชีวิตเกิดมาแล้ว นามธาตุ(จิต)นี้เกิดขึ้นมาพร้อมกับรูปธาตุ(ร่างกาย)เลยหรือไม่ และในขณะที่จิตเกิดแล้วดับไป ทำไมร่างกายจึงอยู่ได้ จากข้อความนี้ ทำให้เข้าใจสับสน ขอความกรุณาอธิบายด้วยค่ะ
คำตอบ-(๙ มี.ค.๒๕๔๙)คำว่า"จิต"หมายถึง"สิ่งที่รู้สึกและนึกคิดได้" ซึ่งจิตเป็นคำสมมติเรียกการทำงานร่วมกันของวิญญาณ(การรับรู้),เวทนา(ความรู้สึก),สัญญา(ความจำ),และสังขาร(ความคิด) ซึ่งคำว่า"จิตเกิด"ก็หมายถึงการทำงานของส่วนทั้ง ๔ นี้กำลังทำงานอยู่ ส่วนคำว่า"จิตดับ"ก็หมายถึงส่วนทั้ง ๔ นี้ไม่ทำงาน แต่วิญญาณจะยังเกิดอยู่ ซึ่งเรียกอย่างสมัยใหม่ว่า"จิตไร้สำนึก"คือหมายถึงจิตที่ไม่สมบูรณ์ หรือไม่ทำงานเต็มที่ คือถึงจะมีการรับรู้ และรู้สึกอยู่ แต่ก็จำไม่ได้ และคิดไม่ได้ แต่ถ้าพอจะจำได้และคิดได้บ้างแต่มันคิดของมันเองโดยไร้เจตนาหรือความจงใจ (อย่างเวลาเราฝัน)ก็เรียกว่า"จิตใต้สำนึก"แต่ถ้าจำได้ชัดเจนและคิดได้โดยมีเจตนาหรือความจงใจแล้ว(คือตื่นเต็มที่แล้ว)ก็เรียกว่า"จิตเต็มสำนึก"
สรุปว่าวิญญาณจะเกิดขึ้นมาพร้อมกับร่างกายอยู่ตลอดเวลาที่ร่างกายยังไม่ตาย(ซึ่งถ้าจะพิจารณาให้ละเอียดจะพบว่า วิญญาณที่แม้เราจะพูดว่า"เกิดอยู่"นี้มันก็ยังมีการเกิดและดับอย่างรวดเร็วสืบเนื่องอยู่เสมอ เหมือนแสงไฟที่มีการเกิดและดับอย่างรวดเร็วสืบเนื่องกันอยู่ตลอดเวลาจนเราทำให้เรามองเห็นว่ามันเกิดอยู่นิ่งๆยังไม่ดับ แต่ว่ามันรวดเร็วมากจนเราสังเกตุไม่เห็น) ถ้าร่างกายตาย วิญญาณนี้ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นในร่างกายนี้ได้อีก ซึ่งวิญญาณที่เป็นนามธาตุนี้เองที่ทำให้ร่างกายยังมีชีวิตอยู่ แต่การที่วิญญาณจะมาทำหน้าที่ร่วมกันกับเวทนา สัญญา และสังขารจนทำให้เกิดเป็นจิตที่สมบูรณ์ขึ้นมาหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม คือถ้าสลบหรือหลับสนิทจิตก็ยังไม่เกิด ถ้าฝันก็เกิดแต่ไม่สมบูรณ์ ต้องตื่นเต็มที่จึงจะเรียกว่าจิตเกิด
เปรียบเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เวลาทำงานก็เรียกว่าเปิดเครื่องอยู่ แต่ถ้าตั้งเวลาให้มันปิดหน้าจอ เมื่อมันปิด แต่ระบบภายในยังทำงานอยู่ ก็เรียกว่ามันยังไม่ดับ แต่ก็ทำงานไม่ได้ เพราะมันเปิดไม่สมบูรณ์ ส่วนเวลาที่เราตั้งให้มันแสตนบาย(เตรียมพร้อม)ถึงแม้ระบบมันแทบจะไม่ทำงานเลย แต่ระบบไฟฟ้าเล็กๆมันก็ยังมีและทำงานอยู่ เมื่อถูกกระตุ้นด้วยเม้าส์หรือคีบอร์ด เครื่องมันก็เปิดขึ้นมาทำงานเต็มที่ได้อีก


|ไปดูคำถาม-คำตอบเก่าย้อนหลัง ||ไปดูคำถามทั้งหมด ||ไปถามปัญหาใหม่|